|


อายุวัฒนมงคล ๙๔ ปี
สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช
เป็นที่ปลาบปลื้มโสมนัสยิ่ง ในวันอังคารที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ประมุขคณะสงฆ์ไทย จะเจริญพระชนมายุครบ ๙๔ พรรษา ด้วยพระองค์ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๔ แห่งวัดบวรนิเวศวิหาร และเป็นองค์ที่ ๑๙ กรุงรัตนโกสินทร์ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ แห่งราชวงศ์จักรี มวลหมู่คณะสงฆ์ทั้งฝ่ายธรรมยุตและมหานิกาย ตลอดจนพุทธศาสนิกชนทั่วไป ต่างแซ่ซ้องสดุดีด้วยการจัดงานถวายอย่างยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระนามเดิมว่า เจริญ ถือกำเนิดในสกุล คชวัตร โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายน้อยและนางกิมน้อย คชวัตร เพลาประสูติการ วันศุกร์ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีฉลู ตรงกับวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๔๕๖ ณ บ้านวัดเหนือ ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖
ทรงบรรพชา เมื่อพ.ศ.2469 ขณะอายุได้ 14 ปี ภายหลังบรรพชาได้จำพรรษาอยู่ที่วัดเทวสังฆาราม 1 พรรษา จากนั้นได้มาศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดเสน่หา จ.นครปฐม กระทั่งอายุครบอุปสมบท ท่านจึงได้เดินทางกลับไปอุปสมบทที่วัดเทวสังฆาราม เมื่อ พ.ศ.2476 ภายหลังจึงได้เดินทางเข้ามาจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย ก่อนที่จะได้เข้าพิธีอุปสมบท เป็นธรรมยุตนิกาย โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า " สุวฑฺฒโน" อันมีความหมายเป็นมงคลว่า ผู้เจริญดียิ่ง
พ.ศ.2484 สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค
ทรงศึกษาภาษาอังกฤษและภาษาสันสกฤต เป็นพื้นฐานได้ศึกษาด้วยตนเองในเวลาต่อมา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ทรงนำมาใช้ประโยชน์เป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาภาษาเยอรมันและฝรั่งเศสด้วย โดยใช้เวลาว่างในตอนเย็นหรือกลางคืน ศึกษากับครูคฤหัสถ์ที่มาสอนเป็นการส่วนตัว แต่เนื่องจากไม่มีเวลาศึกษาอย่างติดต่อ ภายหลังจึงได้เลิกร้างไป เมื่อสอบได้เปรียญชั้นสูงแล้ว ทรงเริ่มรับภาระหน้าที่ต่างๆ ทั้งวัดบวรนิเวศวิหาร ของคณะสงฆ์ และขององค์กรต่างๆ ทางพระพุทธศาสนามาโดยตลอด
พ.ศ.2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกทรงผนวช เสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน 2499 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พระราชอุปัธยาจารย์ ทรงเลือกให้เป็นพระอภิบาล (พระพี่เลี้ยง) ของพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในระหว่างที่ทรงผนวช
พ.ศ.2504 เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร สืบต่อจากพระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ)
พ.ศ.2415 ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่สมเด็จพระญาณสังวร
วันศุกร์ที่ 21 เมษายน 2532 ทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระญาณสังวร เป็นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2544 ล่วงมาจนบัดนี้เกือบ 5 ปีเต็ม ทรงประชวรพำนักรักษาพระองค์ในการดูแลอย่างใกล้ชิดของคณะแพทย์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และพำนักอย่างต่อเนื่อง ครั้นมีศาสนกิจ พระองค์ก็เสด็จนิวัตวัดบวรนิเวศฯ พำนักให้คณะศิษย์ได้เข้าเฝ้าเป็นครั้งคราว
กิจวัตรประจำพระองค์ รุ่งเช้าทรงตื่นจำวัด เสวยพระกระยาหาร จากนั้นทรงพักผ่อนอิริยาบถ ฉันภัตตาหาเพล เวลา 15.00 น. ทรงกายภาพบำบัด เวลา 16.00 น. เปิดโอกาสให้สานุศิษย์เข้าเฝ้า จากนั้นทรงพักผ่อนพระวรกาย
ด้านพระอาการประชวร คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดแจ้งว่า พระองค์ทรงมีพระอาการดีขึ้นตามลำดับ พระพลานามัยแข็งแรงมาก สดชื่น ไม่มีอาการอ่อนเพลียให้ปรากฏ สามารถปฏิบัติศาสนกิจ สวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็นได้ตามปกติ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ากราบนมัสการอย่างใกล้ชิด สำหรับกำหนดการบำเพ็ญกุศลคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ
วันที่ 1 ตุลาคม 2550 เวลา 09.30 น. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จยังห้องประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศวิหาร ประทานวโรกาสให้คณะบุคคลต่างๆ เข้าเฝ้าถวายสักการะ ถวายพระพรเนื่องในวโรกาสคล้ายวันประสูติ
เวลา 16.30 น. เสด็จยังห้องประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศวิหาร ประทานวโรกาสให้คณะบุคคลต่างๆ เข้าเฝ้าถวายสักการะ ถวายพระพรเนื่องในวโรกาสคล้ายวันประสูติ
วันที่ 2 ตุลาคม 2550 เวลา 06.30 น. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จทรงบาตร ณ สนามวัดบวรนิเวศวิหาร ประทานวโรกาสให้คณะบุคคลต่างๆ เข้าเฝ้าถวายสักการะ ถวายพระพรเนื่องในวโรกาสคล้ายวันประสูติ
เวลา 16.30 น. เสด็จลงพระอุโบสถ ทรงรับถวายสักการะจากพระเถรานุเถระที่มาเจริญพระพุทธมนต์ถวาย ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร
วันที่ 3 ตุลาคม 2550 เวลา 10.00 น. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงรับถวายสักการะ ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร
เวลา 10.20 น. เสด็จทรงบำเพ็ญพระกุศลคล้ายวันประสูติ ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร
เวลา 10.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ ในการบำเพ็ญกุศลคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ วัดบวรนิเวศวิหาร
พระสงฆ์ 20 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ทรงถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์ ณ พระอุโบสถ และถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์อีก 495 รูป ณ อาคารวชิรญาณวงศ์ ทรงถวายเครื่องจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา
เวลา 16.30 น. คณะธรรมยุต เจริญนวัคหายุสมธัมม์ถวายเป็นพระกุศล ณ พระอุโบสถ
เวลา 17.00 น. เสด็จยังห้องประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศวิหาร ประทานวโรกาสให้คณะบุคคลต่างๆ เข้าเฝ้าถวายสักการะ ถวายพระพรเนื่องในวโรกาสคล้ายวันประสูติ
เวลา 20.00 น. พระภิกษุสามเณรวัดบวรนิเวศวิหาร เจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศล ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร
ขณะเดียวกัน ตั้งแต่วันที่ 1-7 ตุลาคม เวลา 08.30-18.00 น. วัดบวรนิเวศวิหาร ได้เปิดปูชนียสถานสำคัญของวัด ให้พุทธศาสนิกชนเข้านมัสการ ตามสถานที่ดังนี้ 1.พระอุโบสถ 2.พระเจดีย์ 3.พระไพรีพินาศ 4.พระวิหารเก๋ง 5.พระวิหารพระศาสดา 6.รอยพระพุทธบาท 7.ตึกมนุษยนาควิทยาทาน
ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พุทธมณฑล จ.นครปฐม ได้จัดตั้งโต๊ะหมู่บูชา โดยประดิษฐานพระรูปสมเด็จพระสังฆราช พร้อมทั้งจัดทำป้ายถวายพระพร
นอกจากนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ ได้จัดนิทรรศการพระประวัติของสมเด็จพระสังฆราช จัดทำป้ายถวายพระพรและจัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระรูปสมเด็จพระสังฆราช ณ ศาลากลางจังหวัด ตั้งแต่ 1-15 ตุลาคม 2550
รวมไปถึงองค์กรทางพระพุทธศาสนา อาทิ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย, ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย, วัดญาณสังวราราม เขาชีจรรย์ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จัดกิจกรรมเนื่องในวโรกาสคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระสังฆราช เช่นกัน
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ในฐานะที่สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นพระประมุขแห่งคณะสงฆ์ไทย พระองค์ได้ทรงปกครองบังคับบัญชาคณะสงฆ์ด้วยคุณธรรมที่สูงส่ง ยังความสงบเรียบร้อยและความเจริญรุ่งเรืองให้เกิดขึ้นแก่พระพุทธศาสนาทั่วสังฆมณฑล
อีกทั้งได้ประทานพระธรรมเทศนา พระโอวาทและพระคติธรรม อันสุขุมแก่พุทธศาสนิกชนนำไปปฏิบัติก่อให้เกิดประโยชน์เกื้อกูลและความสุขในสังคม
นับได้ว่าสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ทรงปฏิบัติพระศาสนกิจ อันเป็นหิตานุหิตประโยชน์ทั้งต่อพระพุทธศาสนาและประเทศไทยเป็นอเนกประการ
"ทีฆายุโก โหตุ สงฺฆราชา"
|